วันศุกร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2563

บันทึกอนุทินครั้งที่7

 บักทึกอนุทินครั้งที่ 7
วันพุทธ ที่ 16 เดือนกันยายน
เวลาเรียน 08:30-12:30 น.
ผู้สอน ผู้ช่วยศาสตร์ตราจารย์กรรณิการ์ สุสม

ก่อนการเข้าสู่บทเรียนอาจารย์ได้ให้นักศึกษาร้องและเต้น
เพื่อการละลายพฤติกรรมในการเรียนครั้งนี้
เพลง แตะๆๆ
แตะๆๆแล้วก็ตบมือ(ซ้ำ) ชูแขนทั้งสองไว้แล้วก็หมุนไปให้รอบตัว
ตบๆๆตักแล้วยักเอว(ซ้ำ) เกาะแขนทั้งสองไว้แล้วส่ายตัวเราให้ขึ้นลง
สลัดแขนแล้วตบมือ(ซ้ำ) ชูแขนทั้งสองไว้แล้วก็หมุนไปให้รอบตัว
ผงกหัวแล้วยักเอว(ซ้ำ) เกาะแขนทั้งสองไว้แล้วส่ายตัวเอราให้ขึ้นลง

สัปดาห์นี้เข้าสู๋เนื้อหา
บทที่ 5 เรื่อง สาระทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย
ความหมาย
การนำกระบวนทักษะพื้นฐาน เช่น ทักษะการสังเกต ทักษะการวัด ทักษะการจำแนกประเภท ทักษะการลงความเห็น ทักษะการสื่อความหมาย เป็นต้น โดยผ่านเครื่องมือในการแสวงหาความรู็ในการปฏิบัติ ค้นคว้า ทดลอง

ความสำคัญ
1.ฝึกให้เด็กลงมือปฏิบัติกิจกรรมจริง
2.ช่วยให้เด็กเป็นคนช่างสังเกต
3.ช่วยให้เด็กมีความเข้าใจและรับรู้ได้รวดเร็ว
4.ช่วยให้เด็กเป็นผู้ที่เห็นคุณค่าและประโยชน์ของสภาพแวดล้อม
5.ช่วยพัฒนาสิ่งต่างๆของร่างกาย
6.ช่วยให้เด็กได้ปรับตัว
7.ช่วยให้เด็กฉลาด
8.ช่วยให้เด็กมีความสุข
9.ช่วยฝึกทักษะการคิด
10.ช่วยให้เด็กปฐมวัยได้พัฒนาทักษะการดำรงชีวิตประจำวัน

ประโยชน์
1.เด็กสามารถนำประสบการณ์จากการฝึกทักษะด้านต่างๆ ที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตประจำวัน
2.เด็กสามารถใช้ประสาทสัมผัสส่วนต่างๆ พร้อมกับเคลื่อนไหวร่างกายส่วนต่างๆ
3.เด็กมีประสบการณ์เดิมที่ได้รับมาใช้ประโยชน์ โดยนำมาผนวกกับประสบการณ์ใหม่
4.เด็กสามารถพัฒนาการทั้ง 4 ด้านเพิ่่มขึ้น
5.เด็กจะเป็นผู้ที่มีความรู้ ความเข้าใจ ความเป็นจริงขอชีวิต
6.เด็กมีความสามารถนำทักษะที่เกี่ยวข้องมาเป็นพื้นฐาานในการแก้ปัญหา
7.เด็กสามารถเข้าใจการใช้ชีวิตด้วยการนำประโยชน์ในแต่ละด้านมาเป็นเครื่องงมือในการแสวงหาความรู้

ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับเด็กปฐมวัย
1.ทักษะการสังเกต
2.ทักษะการจำแนก
3.ทักษะการวัด
4.ทักษะการสื่อความหมายและการจัดกระทำกับข้อมูล
5.ทักษะการลงความเห็น
6.ทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับเวลา
7.ทักษะการคำนวณ





ซึ่งในหัวข้อนี้อาจจารย์ได้ให้นักศึกษาได้เเบ่งกลุ่มตามเลขที่ ในแต่ละกลุ่มจะมีสมาชิกอยู่ 4 คน ทั้งหมดจะมี 7กลุ่ม แล้วให้นักศึกษาออกมาสาธิตการเรียนการสอนแต่ละทักษะ

✌✌บรรยากาศในการนำเสนอ✌✌




บันทึกอนุทินครั้งที่6

 บันทึกอนุทินครั้งที่ 6
วันพุทธ ที่ 9 เดือนกันยายน 2563
เวลาเรียน 08:30-12:30 น.
ผู้สอน ผู้ช่วยศาสตร์ตราจารย์กรรณิการ์ สุสม

ในสัปดาห์นี้มีการเรียนการสอนของบทที่ 4 เรื่อง ทฤษฎีการเรียนรู้
ทฤษฎีการเรียนรู้ที่สำคัญได้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ
1.ทฤษฎีกลุ่มพฤติกรรมนิยม
-ทฤษฎีการวางเงื่อนไข
-ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิค
-ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบการกระทำ
2.ทฤษฎีกลุ่มความรู็ความเข้าใจ
-ทฤษฎีสัมพันธ์เชื่อมโยง
-ทฤษฎีสัมพันธ์ต่อเนื่อง
ทฤษฎีการเรียนกลุ่มพฟติกรรมนิยมแบ่งเป็นกลุ่มย่อยได้ ดังนี้
1.ทฤษฎีการวางเงื่อนไข
-การวางเงื่อนไขแบบคลาสสิค
พาฟลอบ (Pavlov)
การทดลอง
1.ก่อนวางเงื่อนไข ตัวอย่าง ให้ผงเนื้อ→น้ำลายไหล , เคาะกระดิ่ง→น้ำลายไหล
2.ขณะกำลังวางเงื่อนไข ตัวอย่าง ให้ผงเนื้อ+เคาะกระดิ่ง→น้ำลายไหล
3.หลังการวางเงื่อนไข ตัวอย่าง เคาะกระดิ่ง→น้ำลายไหล
หลักการเรียนรู้สำคัญ
1.การแผ่ขยาย
2.การแยกแยะ
3.การหยุดยั้ง
4.การฟื้นคืนสภาพเดิม

จอร์น บี วสัต(John B.Watson)
นำเอาทฤษฎีของพาฟลอบมาเป็นหลักการในการอธิบายผลงาน จนได้รับยกย่องว่า "บิดาของจิตวิทยาพฤติกรรมนิยม"
การทดลอง
1.อัลเบิร์ตเล่นกับหนูขาว ยิ้มแย้มมีความสุข
2.ตีเหล็กให้เกิดเสียงดังทุกครั้งที่อัลเบิร์ตจะยื่นจับหนูขาว แล้วก็ร้องไห้
3.ยื่นหนูขาวให้ดูอย่างเดียวให้อัลเบิร์ต แล้วอัลเบิร์ตร้องไห้้ ต่อมานำหนูขาวให้ดูใหม่ โดยให้แม่กอดและคอยปลอบเด็กไว้ เด็กก็จะค่อยๆหายกลัวหนูขาว
สรุป
1.พฤติกรรมเป็นสิ่งที่สามารถควบคุมให้เกิดขึ้นได้โดยการควบคุมสิ่งเร้าที่วางเงื่อนไขให้สัมพันธ์กับสิ้งเร้าตามธรรมชาติ และการเรียนรู้จะคงทนถาวร หากมีการให้สิ่งเร้าที่สัมพันธ์กันนั้นคบคู่ไปอย่างสม่ำเสมอ
2.เมื่อสามารถทำให้เกิดพฤติกรรมใดๆได้ ก็สามารถลดพฤติกรรมนั้นให้หายไปได้

เมรี่ โจนส์(Mary Jones)
การทดลอง
1.ปีเตร์อายุ 3 ขวบ กล้วหนูขาวเหมือนอัลเบิร์ต
2.ให้ปีเตอร์เข้าใกล้หนูขาว แล้วเขาร้องไห้
3.มีคนอุ้มด้วยความรักให้เล่นกับหนูขาว และทุกครั้งที่เข้าใกล้หนูขาวจะยื่นขนมให้ แล้วเขาก็จพไม่กล้ว
4.ให้ปีเตอร์เล่นกับหนู(อย่างเดียว) เขาก็เล่นได้อย่างมีความสุข
นำการทดลองของวสัตและเมรี่ โจนส์ไปใช้ในชีวิตปะจำวัน และการเรียนการสอน
1.ความรู้สึกบางอย่างมีมาตั้งแต่กำเนิด เช่น ความรัก ความโกรธ ความกลัว
2.การลดความกลัว ความไม่กล้าแสดงออกของเด็ก นั้นมาจากการทำให้เด็กรู้สึกมีความปลอดภัย ทั้งทางร่างกายและจิตใจ
3.ความไว้วางใจของเด็กเกิดจากความรักความเข้าใจจากครู พ่อ แม่ ผู้ปกครอง
4.การวางเงื่อนไขเชิงบวกจะช่วยลดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์
5.การเรียนรู้จะดำเนินไปอย่างราบรื่นยั่งยืนเมื่อเด็กรู้สึกปลอดภัย
6.การจัดสภาพแวดล้อมทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียนที่ปลอดภัยจะทำให้เกิดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ

สกินเนอร์(skinner)
สิ่งที่ก่อให้เกิดขึ้นก่อน→พฤติกรรม→ผลที่ได้รับ
ในการทดลองของสกินเนอร์แบ่งออกเป็น 2 แบบ 
1.การเสริมแรงทางบวก คือ สิ่งเร้าเมื่อนำมาใช้แล้วทำให้อัตราการตอบสนองมากขึ้น เช่น การชมเชย
2.การเสริมแรงทางบวก คือ สิ่งเร้าใดเมื่อนำมาแล้วทำให้อัตราการตอบสนองมากขึ้น เช่น การตำหนิ

ธอร์นไดค์(Thomdike)
การลองผิดลองถูกจะนำไปสู่การเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้า การตอบสนอง และการเรียนรู้ ได้แบ่งไว้ 3 กฎ
1.กฎแห่งผล ถ้าผู้เรียนเรียนรู้อะไรจะต้องมีรางวัลให้ รางวัลมิได้หมายถึงสิ่งของอย่างเดียวแต่อาจจะเป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้ผู้เรียนพึงพอใจ
2.กฎแห่งการฝึก พฤติกรรมใดมีการทำซ้ำๆบ่อยๆ ควบคุมดีก็จะมีผลต่อการเรียนรู้
3.กฎแห่งความพร้อม มี3กฎ ดังนี้
3.1 เมื่อการกระทำพร้อมที่จะแสดงออกมา ผู้กระทำ ทำด้วยความสบายใจ
3.2 ถ้าการกระทำใดพร้อมที่จะแสดงออกแต่ไม่ได้แสดง จะทำให้เกิดความไม่สบายใจ
3.3 การกระทำใดยังไม่พร้อมที่จะแสดงออกอาจจะถูกบังคับจะเกิดความลำบากใจ

❤❤บรรยากาศในห้องเรียน❤❤






วันพุธที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2563

บันทึกอนุทินครั้งที่5

บันทึกอนุทินครั้งที่ 5 
วันพุทธ ที่ 2 กันยายน 2563
เวลาเรียน 08:30 - 12:30 น.
ผู้สอน ผู้ช่วยศาสตราจารย์กรรณิการ์ สุสม
ในสัปดาห์นี้ขึ้น บทที่3 เรื่องการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย แต่ก่อนที่จะเริ่มเรียน
อาจารย์ได้พาร้องและเต้นเพื่อให้นักศึกษาได้ละลายพฤติกรรมของตัวเอง
เพื่อที่จะทำกิจกรรมในวันนี้ได้อย่างชนชื่น 

ชื่อเพลง ออกกำลังกาย
กระโดดขึ้นส่ายตัวไป แล้วหมุนไปรอบๆ(2)
ชูมือซ้าย ชูมือขวา แล้วตบมือพร้อมกัน 1 2 
ชูมือขว ชูมือซ้าย โค้งคำนับให้กัน
(ซ้ำตั้งแต่ต้นจนจบ)


ต่อไปเป็นการเข้าสู่บทเรียนที่3 เรื่องการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย
อาจารย์ได้เปิดวิดิโอการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยทั้ง 6 กิจกรรมหลักให้ดูก่อนที่จะเข้าเนื้อหา
พอดูวิดิโอจบอาจารย์ก็ได้มี
คำถาม "เด็กปฐมวัยเรียนรู้จากอะไร"
ตอบ"เด็กเรียนรู้โดยการเล่นผ่านการลงมือปฏิบัติ / ทำกิจกรรมด้วยตนเอง
/ มีการลองผิดลองถูก / มีความอยากรู้อยากเห็น

ความหมายการเรียนรู้
*นักทฤษฎี คิมเบิล การเรียนรู้เป็นการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างถาวรในพฟติกรรมอันเป็นผลมาจากการได้รับการเสริมแรง
*นักทฤษฎี ฮิลการ์ด และเบาเวอร์ การเรียนเป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอันเป็นผลมาจากประสบการณ์และการฝึก
*นักทฤษฎี คอนบาค การเรียนรู้เป็นการแสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงอันเนื่องมาจากประสบการณ์ที่แต่ละบุคคลประสบมา

ความสำคัญการเรียนรู้
*Richard R Bootsim กล่าว่าการเรียนรู้เป็นพื้นฐานของการดำรงชีวิต / มนุษย์เรียนรู้ตั้งแต่เกิดจนตาย
*Bloom กล่าว่าเมื่อเกิดการเรียนรู้ในแต่ละครั้งต้องมีการเปลี่ยนแปลง 3 ประการ จึงจะเป็นการเรียรู้ที่สมบูรณ์
1.เปลี่ยนแปลงด้านความรู้ ความคิด ความเข้าใจ หมายถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสมอง เช่นการคิดรวบยอด
2.เปลี่ยนแปลงด้านอารมณ์ หรือความรู้สึก หมายถึงเปลี่ยนแปลงด้านจิตใจ เช่น ความเชื่อ ความสุขใจ
3.เปลี่ยแปลงด้านร่างกาย/เคลื่อนไหว เพื่อให้เกิดความชำนาญหรือทักษะ เช่น กีฬาด้านต่างๆ เล่นดนตรี

สรุปการเรียนรู้
คือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมค่อนข้างทาวรการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนี้เป็นผลมาจาก การฝึกฝน และการได้รับประสบการณ์ ไม่ได้มาจากวุฒิภาวะหรือสัญชาตญาณ การเรียนรู้พฤติกรรมอยู่ 2 ส่วน พฤติกรรมเดิมก่อนให้การเรียนรู้  และพฤติกรรมที่เรียนรู้แล้ว

👀👀 ภาพบรรยากาศในห้องเรียน 👀👀

     








บันทึกอนุทินครั้งที่10

บักทึกอนุทินครั้งที่ 10 วันพุทธ ที่ 7 เดือนตุลาคม เวลาเรียน 08:30-12:30 น. ผู้สอน อาจารย์ศุภร ธนะภาณุ สัปดาห์นี้เป็นการเรียนการสอนที่มีการทด...